แต่...พ่ออาจจะเจอผู้หญิงที่ถูกใจกว่าเธอได้อีกเป็นสิบๆคน ในขณะที่พ่อมีแม่เป็นผู้หญิงที่ถูกต้องในความรู้สึกได้แค่คนเดียว

ผู้หญิงที่ไม่ว่าพ่อจะทำผิดไม่ว่าพ่อจะไม่ถูกใจ ไม่เคยสนใจปล่อยปะละเลย แต่ก็ยังเลือกจะรัก และร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพ่อ

โดยไม่มีข้อโต้งแย้งหรือคำบ่นปริออกจากปาก”

 

ครับผมฟังแต่ชักจะงงๆ แม่คงเห็นจึงรวบเป็นคำสั้นๆ ที่ผมกลับเข้าใจได้มากกว่าไอ้ประโยคอธิบายเมื่อครู่

“ หมายถึง พ่อเค๊าสามารถมีคนที่ถูกใจได้เป็นสิบๆคน แต่เค๊ามีคนที่ถูกต้องได้ แค่คนเดียว ไม่มีใครมาแทนตำแหน่งแม่ได้”

 

ผมไม่ได้ตาฝาดแน่ๆ ผมเห็นความภูมิใจ ปลื้มใจเล็ก กับคำพูดของพ่อที่ผู้หญิงคนนั้นบอกกับแม่ เป็นผมๆก็คงเป็นปลื้มกับมัน

ไม่แปลกสักนิดที่แม่เก็บเรื่องนี้เอาไว้มีความสุขกับมันอยู่คนเดียว

 

“ เมื่อเธอเล่าเรื่องที่ต้องการบอกแม่จบแล้วเธอก็กลับไป ส่วนแม่น่ะเหรอ แม่ถามตัวเองนะ ว่าจะถามเรื่องนี้กับพ่อดีไม๊? หรือจะรอให้พ่อ

เล่าให้แม่ฟังด้วยตัวของพ่อเอง แล้วแม่ก็ได้คำตอบ แม่เลือกจะเงียบมาตลอด ทำไมต้องมาตีโพยตีพายอีกนะ ก็ในเมื่อ เธอคนนั้นบอกแม่ว่าพ่อเลือกแม่ ถึงบางทีมันอาจจะเป็นแค่ข้ออ้างที่พ่อเบื่อเธอแล้ว หรือพ่อบังเอิญไปเจออะไรใหม่ๆ แต่แม่ประทับใจ กับสิ่งที่พ่อพูดกับเธอ”

 

แม่หันกลับ มาสบตาผม พร้อมกับคำถามที่มีคำตอบในตัวเอง

“แอ๊ปละคิดยังไง โอเค! ถ้าแอ๊ปถามแม่ว่าเรื่องของแม่เองคำว่าถูกต้องกับถูกใจเลือกอะไร แม่ว่าร้อยทั้งร้อยแม่คงเลือกที่ถูกใจ แต่ว่าแม่ไม่ปฎิเสธหรอกนะว่าแม่ภูมิใจ ที่พ่อเลือกความถูกต้อง ถึงแม้ว่าต้องสละสิ่งที่ถูกใจ เพราะอะไรรู้ไม๊ เพราะสิ่งที่พ่อเลือก ยิ่งทำให้แม่รักและศรัทธาพ่อมากขึ้น”

 

“อย่าถามตัวเองเลยลูก ว่า ถ้าเราเป็นฝ่ายเลือกเราควรเลือกสิ่งไหน ลองย้อนกลับสิแอ๊ป ถ้าเราเป็นฝ่ายถูกเลือก เราจะดีใจแค่ไหนที่เค๊าเลือกเราเพราะอะไร “

“แล้ว พ่อมีเกเรอีกไม๊ครับแม่ แบบ ออกนอกลู่นอกทางน่ะครับ “

“ ไม่เลย หลังจากผ่านวันนั้นไปหลายเดือน แม่เห็นพ่อไม่พูดถึงเรื่องนี้ แม่ก็คิดนะ พ่อคงไม่ต้องการให้ เรามาฟื้นฝอยกันอีก ในเมื่อแม่ไม่รู้

มันก็ดีกับครอบครัวเราอยู่แล้ว แต่จู่ๆ วันครบรอบแต่งงาน พ่อก็หอบกระถางต้นไฮเดรนเยียสีฟ้าเล็กๆ ส่งให้แม่ พร้อมกับเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง”

 

“ โหย พ่อกล้าจังฮะแม่ เป็นแอ๊ปนะ แอ๊ปคงเลือกจะเงียบดีกว่า แล้วทำไมพ่อเลือกดอกไฮเดรนเยียละฮะแม่”

“ไม่รู้สินะ ไม่มีความหมายอะไรพิเศษหรอกม้าง พ่อบอกว่าเดินผ่านร้าน แค่เห็นกระถางนี้แล้วนึกถึงแม่ ก็ซื้อมาให้แม่ เท่านั้นเอง”

อาการมึนของผมดีขึ้น ผมไม่รู้เหมือนกัน ว่าตัวเองได้อะไรจากการฟังเรื่องของแม่ แต่อย่างน้อย ผมก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อยแล้วละฮะ

 

ผมไม่คิดมากเรื่องช่อหรือ จิ๊กอีก ผมไม่จำเป็นต้องเลือกเธอสักนิด พวกเธอต่างหากที่จะต้องเลือก ว่าผม ควรจะยืนอยู่ข้างๆเธอหรือเปล่า แม่พูดถูก ทำไมผมต้องเลือก ผมไม่มีสิทธิ์มาตัดสินพวกเธอว่าใครจะเป็นแฟนผม พวกเธอต่างหากมีโอกาสที่จะเลือกมากกว่าผม แล้วผมก็ไม่ควรเอาคำพูดว่าผมรักเธอ มาเหนี่ยวรั้งเธอไว้ถ้าเธอไม่ต้องการ เธอไม่จำเป็นต้องทนรอผมอีกต่อไป ไม่ต้องทนตั้งแต่รู้ว่าผมทำให้เธอทั้งคู่เสียความรู้สึกแล้วด้วยซ้ำ ผมตั้งใจจะบอก ทั้งช่อและจิ๊ก ว่าผมคิดอย่างนั้น จริงๆ

 

แต่ผมจะเริ่มต้นตรงไหน และเริ่มบอกกับใครก่อนดี ?

 

โทรศัพท์ของทั้งจิ๊กและของช่อหายไปได้หลายวันแล้วละครับ พวกเธอคงเบื่อจะโทรมาหาผมน่ะ หรือพวกเธออาจจะคิดว่า

ถึงโทรมาผมก็คงไม่ยอมรับสายก็เสียไม่รู้ ที่จริงมันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะฮะคุณๆ ก็อย่างที่ผมบอกตั้งแต่คราวก่อนนั้นแหละ

ผมไม่รู้จะเริ่มยังไง และควรบอกใครก่อนดี อีกอย่างผมเชื่อว่า ถ้าเธอเลือกผม เธอคงรอคำตอบของผมได้

จะพูดไป ก็เหมือนทุกอย่างจะบังเอิญไปหมด ที่มหาลัย ที่ปกติผมจะต้องเจอพี่จิ๊ก หรือ คนที่รู้จักพี่จิ๊ก ช่วง 2-3 อาทิตย์มานี้ ทำไมเหมือนทุกคนหายตัวไปนะ จะยกเว้นก็เจ้าวิมเพื่อนผมนี่แหละ ที่มักจะคาบข่าวของพี่จิ๊กมาเล่าให้ผมฟังบ้าง

 

“ แกไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอวะ พักนี้พี่จิ๊กซึมๆไป พอถามถึงแก เค๊าก็ตัดบทบอกแค่ว่า แกอาจจะไม่อยากคบคนแก่ พอถามว่าเลิกกันเหรอ

พี่จิ๊กก็บอกยังไม่เลิก นี่มันยังไงกันนะ แอ๊ป แกบอกชั้นหน่อยได้ไหม?”

“ แล้วชั้นสภาพดีกว่าเค๊านักหรือไง นี่วิม การที่คนเราเศร้าหรือรู้สึกแย่ บางทีมันก็ไม่จำเป็นจะต้องมาโพทะนากับใครๆว่าแย่

การที่คนเราสำนึกกับสิ่งที่พลาดไป มันก็ไม่ต้องมาพร่ามนะโว๊ย ว่าเรารู้สึกผิดไปแล้วอยากอยากแก้ไข มันอยู่ที่ตรงนี้วิม หัวใจกับสามัญสำนึกนี่ มันอยู่ที่จะแก้ไขด้วยการกระทำไม๊?

มันเป็นตราบาปที่ไม่จำเป็นต้องให้ใครรู้หรอก เรารู้คนเดียวมันก็ทุกข์มากพอ อาจจะทุกข์ไปทั้งชีวิตก็ได้ “

 

เจ้าวิมฟังแล้วส่ายหัว

“แอ๊ปไม่ใช่ว่าคนเราทุกคนจะรู้ถึงสิ่งที่เราอยากจะสื่อไปทุกอย่างหรอกนะ ใช่ ชั้นอาจจะเข้าใจและรู้ว่าแกทุกข์กับเรื่องที่มันเกิดขึ้น แต่แกแน่ใจหรอว่า พี่จิ๊กกับช่อเขาจะเข้าใจ โอเค คนอื่นๆอาจจะไม่สำคัญต่อความรู้สึกแก ชั้นเห็นด้วยที่แกจะไม่สนใจ ว่าใครจะคิดยังไง แต่พี่จิ๊กละ แกไม่แคร์ความรู้สึกเค๊าหรอกเหรอ “

“ ถ้าเค๊ารักชั้นเขาต้องเข้าใจชั้นสิ เค๊าต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่ชั้นเป็นสิ เขาคงรอให้เวลาพิสูจน์สิ่งที่ชั้นเป็น เขาต้องเข้าใจว่า ชั้นเองก็รู้สึกแย่นะกับสิ่งที่เกิดขึ้น ชั้นไม่ได้อยากทำร้ายเขา ชั้นไม่ได้ทำชาเฉยกับเขาอย่างนี้ ตลอดเวลาหลังเกิดเรื่องแกเห็นชั้นมีใครๆอีกเหรอไง ไม่ใช่ว่าจะไม่ติดต่อแต่กับเขา ช่อชั้นก็ไม่ได้คุย”

 

“ มันก็ใช่แอ๊ป แต่ไม่ได้หมายความว่าจิ๊กเค๊าจะเหมือนแก คนเราความอดทนไม่เหมือนกัน เกิดเค๊ารอไอ้การตัดสินใจ ที่แกจะเลือกใครไม่ได้ แล้วเค๊ามีใครๆ ทิ้งแกไว้ หรือ เค๊าเกิดเป็นแม่พระ ขอถอนตัวไปก่อน หึ! ชั้นเองก็ไม่รู้แกจะยังมาเต๊ะมาดคารมพระเอกยังงี้กับชั้นได้อีกไหม๊”

ใจผมหายวูบไปถึงสุดสันหลัง ผมนึกไม่ออกหรอกครับว่าถ้าจิ๊กมีคนอื่นแล้วเลือกใครคนนั้นมาแทนผม ผมจะเป็นยังไง แต่จิ๊กบอกผมเองว่าจิ๊กจะรักผม จิ๊กจะไม่ปล่อยผมไป จิ๊กจะอยู่ข้างๆผม

 

“ ไม่มีทางหรอกวิม ชั้นรู้ว่าจิ๊กรักชั้น ชั้นเองก็รักจิ๊กมาก ชั้นเชื่อใจจิ๊ก ว่าจิ๊กคงไม่มีทางเห็นใครดีไปกว่าชั้นแน่นอน “

“ อ๋อเหมือนที่จิ๊กไว้ใจนาย ว่าไม่มีทางทำร้ายเค๊า แล้วนายก็มียัยช่อโผล่มาดื้อๆงั้นสิ “

หมอนี่มันกัดผมเจ็บชะมัด เล่นเอาสะอึกไปคำโตที่เดียว ผมตัดบทบอกเจ้าวิมว่าหิวข้าวไปทานข้าวดีกว่า ไม่งั้นมันคงกัดผมหวิ่นไปกว่านี้แน่ๆ เหมือนฟ้าจะทดสอบผม พี่จิ๊ก เดินมากับเพื่อนๆ อีกไม่เกิน 5เมตร เราต้องเดินสวนกัน ผมไม่รู้จะทำหน้ายังไง พี่จิ๊กเห็นผม แล้วจู่ๆ ก็ก้มหน้าลงต่ำไม่สบตา เจ้าวิมพอเห็นพี่จิ๊ก ก็หันมามองผม ว่าจะทำไง มันสะกิดผมเบาๆ แล้วบอกผมว่าพี่จิ๊กอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องบอกผมก็รู้ละน่า แฟนตัวเองทำไมจะจำไม่ได้ ต่อให้ไกลกว่านี้ อยู่กลางคนมากมายกว่านี้ผมก็จำพี่จิ๊กได้

 

ผมหันหน้าไปทางอื่นทำเป็นไม่สนใจ ไม่รู้ว่าผมทำอย่างนั้นไปทำไม มันเหมือนเราห่างเหินกันพิกล เพื่อนๆพี่จิ๊ก ก็งงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

มันกำลังจะผ่านไปด้วยดีอยู่แล้ว หลังจากที่เราเดินผ่านกันไปได้เพียง2-3 ก้าว เสียงเล็กๆเสียงนึงก็ดังขึ้นมา

“ เดี๊ยวก่อน แอ๊ป สบายดีใช่มั๊ย ถ้าไม่รบกวนเกินไป ช่วยรับสายของพี่ที อย่างน้อย ก็ในฐานะรุ่นพี่คนนึง ได้ไหม “

ผมเงียบ เธอแทนตัวเองว่าพี่อย่างเต็มปากกับประโยคสุดท้ายนั้น นี่ผมทำให้พี่จิ๊กคิดไปไกลถึงไหนนะ

“พูดอะไรอย่างงั้นเล่า คนเป็นแฟนกันต้องมาขออนุญาตโทรหากัน แถมในฐานะพี่สาว พูดอะไรแปลกคน จะโทรมาเมื่อไหร่ก็โทรมาเถอะ แอ๊ปรับสายอยู่แล้วละ “

 

พี่จิ๊กยิ้มก่อนจะถามผมให้แน่ใจอีกครั้ง

“ จริงนะแอ๊ป พี่โทรหาแอ๊ป ๆ ต้องรับสายพี่นะ “ ผมพยักหน้า ก่อนจะเดินไปโรงอาหาร เย็นนี้ผมควรจะโทรหาพี่จิ๊กกับช่อเสียที

ผมปิดตัวเอง ผมติดอยู่กับความรู้สึกมาพอควร อาจจะไม่นานสำหรับใครๆ แต่สิ่งที่รอผมอยู่ คือการแก้ไข ไม่ใช่สำนึกแล้วทำให้คนอื่นๆ ต้องมาแย่ทั้งหมด

 

ผมกลับมาที่บ้าน แม่บอกผมว่ามีพัสดุ ส่งมาถึงผมเมื่อเที่ยง ญาติคนไหน เพื่อนคนไหนนะ ก็ผมน่ะ มันพวกไม่ค่อยมีเพื่อนทางจดหมายกับเค๊าเท่าไหร่ อีกอย่างนี่มันยุคสมัยไหนแล้ว เด็กยุคอารยธรรมคอมพิวเตอร์อย่างผม

ก็พึ่งพาจดหมาย อิเล็คโทรนิค หรือ E-mail เอาไว้ติดต่อกัน ไม่ต้องมารอที่ละหลายๆวันกว่าจะได้รับจดหมาย กว่าจะตอบแล้วก็กว่าจะส่ง เสียเวลากันพอดี

 

หีบห่อของนั่นคล้ายจะเป็น เอกสารอะไรสักอย่าง จะเรียกให้เหมาะ ผมว่ามันน่าจะเป็นหนังสือกระม้าง ผมไม่ได้ เผลอสั่งซื้อนี่น่า ถึงผมจะชอบอ่านหนังสือไม่เลือก แต่ผมก็เลือกจะไปเดินดูที่ร้านมากกว่า เพราะ มันสะดวก และสามารถ หาที่ถูกใจได้เหมาะเหม็ง บน

ซองเอกสารนั้นมีแต่ชื่อผมกับที่อยู่ ซึ่งเป็นผู้รับ แต่ไม่ยักกะมีคนส่ง ใครนะทำอะไรเป็นปริศนาจริง ผมค่อยๆแกะของถึงจะไม่บรรจงแกะแต่ก็มั่นใจว่า ตื่นเต้นจนถนอมซองอยู่ไม่น้อย

 

“ เราจะข้ามเวลามาพบกัน “ ผมอ่านชื่อหนังสือเสียงงึมงำ เอ! ผมคุ้นชื่อนะผมว่าผมเคยได้ยินมาว่า เป็นเรื่องแปลที่เกี่ยวกับนักจิตวิทยา ที่เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด ผมชั่งใจกับเจ้าหนังสือเล่มนี่อยู่ครู่ใหญ่ แล้วอ่านตัวหนังสือ บนปก ต่ออีกนิด นึกขอบใจคนส่งไม่น้อย ตอนนี้ผมก็ไม่มีหนังสืออะไรที่อยู่ในความสนใจเท่าไหร่ ยิ่งมาเจอเรื่องราวมากมาย ทำเอาผม ไม่มีเวลาเสาะหาอะไรมาอ่านให้ผ่อนอารมณ์ ลองอ่านดูก็คงไม่เสียหาย ผมเองก็ไม่ถึงกับใจร้าย ไม่รับน้ำใจที่มีผู้ปรารถนาดีหยิบยื่นมาให้ถึงบ้านหรอกครับ

 

แต่ก่อนจะลงมืออ่าน ขอผมไปอาบน้ำอาบท่า ก่อนดีกว่า ตอนนี้ผมเหนียวตัวกับการเดินทางกลับจากมหาวิทยาลัย หลังจากทำกิจธุระชำระร่างกายของตัวอง ผมเลือกแต่งตัวด้วยชุดลำลองสบายๆ เดินลงไปหาเครื่องดื่มกับขนมขบเคี้ยวก่อนจะกำชับเจ้าน้องชายตัวดี ว่าวันนี้ผมไม่ทานข้าว ถ้าแม่ถามบอกผมทานมาจากข้างนอกแล้ว อาจจะนอนเลย ครับ วันนี้ผมกะว่า ถ้าอ่านหนังสือเล่มนี้จบผมจะโทรหาพี่จิ๊ก แล้วจัดการ เมลล์ที่ค้างในคอมเสียที ผมทิ้งมันไว้นานแล้ว นี่ถ้าไม่ได้ เจ้าพัสดุ วันนี้ผมก็คงไม่นึกอยากจะเปิดเมลล์อ่าน ทั้งที่เมื่อก่อนมันเป็นภาระกิจที่ผมจะต้องทำทุกวัน

 

แรกผมค่อยๆ เริ่มเปิดหนังสือเล่มนั้นอ่านช้าๆ ที่ละหน้า ๆ แล้วผมก็เริ่มอ่านมันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใช่ว่าผมจะละเลยไม่เอาใจใส่ข้อความพวกนั้นแต่เพราะมันทำเอาผมไม่รู้สึกตัวว่าผมอ่านมันได้เร็วขนาดไหน มีหลายครั้งที่ผมหยุด และนึกตาม สิ่งที่หนังสือบอกผม ผมทำความรู้จักคำว่า คู่แท้ คู่วิญญาณ คู่ครอบครอง ผมนึกตามว่าผมและ คนรอบข้างเมื่อชาติก่อน เราอาจจะเคยเป็นสิ่งใดสิ่งนึงต่อกัน ใช่อาจจะเคย เช่นกัน ผมอาจจะไม่เคยเจอคู่แท้ คู่วิญาณ ของผมเลยก็ได้ แล้วถ้าผม นึกขึ้นมาได้ว่าชาติก่อนผมเป็นใคร ทำอะไร ใครเคยร่วมผจญในเรื่องราวที่ผ่านมา มันจะเป็นยังไงนะ

 

ผมอ่านมันจบในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ผมไม่รู้สึกเบื่อมันเลย แถมนึกขอบคุณคนส่งอย่างมาก แต่เอ๊ะ เดี๋ยวระหว่างปกหลังสุดของหนังสือมีกระดาษแผ่นเล็กๆ เหมือน กระดาษโน๊ตบางๆ แปะสก๊อตเทป ติดอยู่ ลายมือโย้หน้าเล็กๆ คิกขุเหมือนตัวหนังสือเด็กวัยรุ่นทั่วไป เขียนด้วยดินสอสีเข้มๆ

 

“ พี่แอ๊ปสบายดีไหมค่ะ ช่อเองค่ะ หนังสือเล่มนี้ช่ออ่านแล้วรู้สึกดีมากๆ นึกอยากให้พี่อ่านแต่ก็ไม่กล้าเอามาให้เองกับมือ โทรมาพี่ก็ไม่รับ

พี่คงไม่อยากเจอช่อไม่เป็นไรค่ะ รักษาสุขภาพด้วย หวังว่าพี่คงชอบมันนะค่ะ...ช่อ

 

ปล. พี่ว่าช่อจะมีโอกาส เป็นคู่วิญาณของพี่หรือเปล่า คะ แต่ช่อเชื่อค่ะว่าเราเป็น

 

แล้วผมก็ได้รู้ว่าใครกันที่ส่งหนังสือดีๆอย่างนี้มาให้ผม นี่ช่อคงอยากให้ผมเองกับมือ ติดที่ผมไม่ยอมรับโทรศัพท์ จะเอามาให้เองที่บ้านก็คงกลัวว่าผมจะไม่อยากเจอ อึม เป็นไงละความเห็นแก่ตัวของผม คู่วิญญาณงั้นเหรอ ก็อาจจะใช่นะ แล้วพี่จิ๊กละ

ถ้าช่อคือคู่วิญญาณ แล้วพี่จิ๊กเป็นใครกัน ผมชอบอย่างนึงที่หนังสือบอกผม

“ คู่วิญญาณไม่จำเป็นต้องเป็นคนรักกันก็ได้ อาจจะเป็นใครในครอบครัวเป็นคนที่ทำให้เรามีพลังชีวิต “

 

อย่างนี้บางที่ คู่วิญญาณผม อาจจะเป็นแม่ก็ได้สินะ ชาติก่อนน่ะ หนังสือเล่มนี้ทำเอาผมมองคนรอบข้างเปลี่ยนไป ใครจะรู้ ชาติก่อน ผมกับเจ้าวิม อาจจะเคยเป็นพี่น้องกัน แล้วชาตินี้เลยต้องมาเป็นทอมคู่ซี้ที่แสนจะเข้าอกเข้าใจกันเสียไม่มีก็ได้ ใครจะไปรู้ คืนนี้แทนที่ผมจะลงมือกดโทรศัพท์ไปหาพี่จิ๊ก เบอร์แรกที่อยู่ในหัวผมตอนนี้กลับเป็นเบอร์ของช่อ ก็อย่างที่ผมเคยบอกช่อเป็นอะไรที่สรรหาเรื่องราวมาให้ผมรู้สึกตื่นเต้นไม่น่าเบื่อ เป็นความไม่จำเจ นี่ก็เป็นอีกครั้งที่เธอสามารถทำเอาผมเลือกโทรหาเธอ หลังจากวางหนังสือ สัญญาณปลายทางดังอยู่หลายครั้ง ผมนึกถึงคำพูดแรกที่จะบอกกับเธอ

 

“ .........................”

มีคนรับสายแต่ไม่พูดอะไร เอ๊ะนี่มันยังไง

 

“สวัสดีช่อ พี่เองนะค่ะ “

“....................................”

“ อึมถ้าไม่อยากพูดกับพี่ก็ไม่เป็นไร พี่แค่อยากขอบใจ

ที่ช่อส่งหนังสือดีๆมาให้พี่ พี่ได้รับมันแล้วละ แล้วพี่ก็อ่านจบแล้ว”

“...................................”

“อึมช่อคงไม่อยากคุยกับพี่ ก็ไม่แปลกหรอกก็พี่หายไปเอง ไม่รับสายไม่โทรหา ถ้าช่อจะโกธรพี่ มันก็เป็นเรื่องธรรมดานี่นะ งั้นพี่ไม่กวนช่อนะค่ะ ดูแลตัวเองด้วยพี่จะวางสายแล้ว”

 

“ เดี๊ยวค่ะพี่ “

เสียงปลายทางตอบกลับมาก่อนที่ผมจะวางสายไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น ผมรู้สึกดีใจกับเสียงนั้นแฮะ นึกว่าเธอจะไม่ยอมคุยกับผมแล้วเชียว

“ ช่อสบายดีเหรอค่ะ ทำไมเมื่อกี้ไม่ตอบพี่ละ พี่นึกว่าไม่อยากคุยกับพี่เสียอีก”

“ช่อ ...... ช่อต่างหากไม่ใช่เหรอที่ต้องถามพี่ ว่าทำไมพี่ไม่รับสายช่อ ช่อนึกว่าพี่ไม่อยากจะคุยกับช่อ ช่อนึกว่าพี่ รำคาญช่อ แล้วพี่รู้ไม๊ “

เสียงติดขัดกันในลำคอนั้นทำให้ผมรู้ว่า ยัยเด็กแก่แดด เกิดอาการขี้แยแล้วละ ยิ่งพูดก็ยิ่งร้องไห้ เล่นเอาผมต้องปลอบเธอกันยกใหญ่

 

“ไม่ใช่อย่างนั้นช่อ แต่พี่รู้สึกผิดน่ะ ผิดที่ทำร้ายช่อทำร้ายเค๊า พี่ไม่มีหน้ามาหาช่อ มันก็เท่านั้น พี่วางหน้าไม่ถูก ช่อเข้าใจไหม “

“ช่างมันเถอะค่ะ ..... พี่แอ๊ป ชอบหนังสือเล่มที่แอ๊ป ส่งไปเหรอค่ะ “

“อึม ชอบ อ่านแล้วได้อะไรหลายอย่าง นึกยังไง ถึงเลือกหนังสือเล่มนี้มาให้พี่” เสียงช่อเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะ ตอบผม

 

“ ช่อแค่บังเอิญ ได้อ่านแล้วมันทำให้ช่อ หลอกตัวเองให้อยู่ได้ไปวันๆนะค่ะ “

“หลอกตัวเองงั้นเหรอ หลอกตัวเองยังไง ไหนบอกพี่สิ “

“ ก็ในหนังสือเค๊าบอกว่า ต่อให้เราห่างกัน เจออุปสรรค แค่ไหน ถ้าเราเป็นคู่วิญญาณ เราก็จะได้เจอกัน “

“อึมแล้วไง “

“ ช่อก็แค่ติ๊ต่างเอาว่า เราสองคน ต้องเป็นคู่แท้ ช่อจะไม่กลัว เดี๊ยวพี่ก็กลับมา พี่ต้องกลับมาแน่นอน “

 

คราวนี้กลับเป็นฝ่ายของผมที่เงียบ ก็แล้วถ้าเราสองคนไม่ใช่คู่แท้หรือคู่วิญญาณละช่อ ถ้าพี่ไม่กลับมาละ หรือุถ้าช่อเป็นฝ่ายไม่กลับมาละ ผมแค่คิด แต่ไม่ได้พูดไป

“ พี่รักช่อไม๊ค่ะ พี่คิดอยากจะอยู่ข้างๆช่อบ้างไหม๊ “

“อึมค่ะ ….. ช่อ พี่เป็นคนไม่ดีนะค่ะ ทำช่อเสียใจ ช่อยังรักพี่เหรอ “

“รักค่ะ .... รักจนบางครั้งช่อก็คิดว่า ช่ออาจจะกำลังรักพี่มากไป รักมากกว่าชีวิตตัวเองเสียอีก “

“ แล้วถ้าวันนึงพี่หายไปช่อยังจะรอพี่ไหม๊ ช่อยังจะกลับมาหาพี่ไม๊ “

“ กลับสิค่ะ ก็ช่อ รักพี่มากขนาดนี้ ในชีวิตช่อ ช่อไม่เคยรักใครมากเท่านี้เลยจริงๆนะค่ะ อึม ...พี่แอ๊ป แล้วถ้าวันนึง ช่อไม่อยู่ พี่จะรอช่อไหม๊ ถ้าวันนึง มีเรื่องมาทดสอบเรา ถ้าช่อต้องหายไปไหนนานๆ พี่ยังจะรอช่อไหม”

 

ผมนึกตะหงิดใจกับคำถามของยัยตัวเล็ก

“ พี่ขอไม่ตอบได้ไหมช่อ ถ้าพี่บอกว่า พี่รอได้ ถ้าเกิดวันนั้นจริงๆมาถึงแล้วพี่ทำไม่ได้อย่างปาก ช่อก็จะเสียความรู้สึก ถ้าวันนั้นพี่ทำได้ แล้วช่อไม่กลับ พี่ก็คงจะแย่ ให้มันถึงวันนั้นดีกว่าไม๊ พี่ไม่อยากสัญญาอะไรมากมาย “

ช่อเงียบเสียงไป ผมมีลางสังหรณ์ ว่าช่อถามคำถามพวกนี้ไม่ใช่สักแต่ถามไปงั้นๆ เหมือนช่อจะเอาคำตอบผมไปทำการวิเคราะห์ หาคำตอบในใจเกี่ยวกับอะไรบางอย่างให้ตัวเองอยู่เงียบๆ ผมไม่อยากโกหก ว่าแน่นอน ผมจะรอจะรัก ก็ถ้าผมทำไม่ได้ ผมมิยิ่งเลวไปกว่านี้หรอไงนะ แต่คำพูดของช่อ มันทำให้ผมเชื่อ เชื่อว่าเด็กสาวคนนี้เธอรักผมจริงๆ และรักผมมากจนไม่อาจจะทำให้ผมเสียใจได้

 

“ พี่แอ๊ปค่ะ จำไว้นะค่ะ ไม่ว่าในอนาคตช่อจะรักใคร จะคบอยู่กับใคร พี่จะเป็นคนทีช่อรักที่สุดในโลก พี่จะเป็นคนที่ช่อรักที่สุดในชีวิต “

“..................”

ผมเงียบไม่ตอบอะไรทั้งนั้น เราคุยกันเรื่องทั่วๆไป สักพักใหญ่ ผมบอกช่อว่าว่างๆ เราไปหาหนังดูกันนะ

“พี่มาได้จริงๆ เหรอค่ะ ไม่ฝืนหรอค่ะ แล้วถ้าพี่จิ๊กรู้ละ “

“ พี่บอกว่าไปดูหนังด้วยได้ ก็คือไปดูหนังด้วยได้จริงๆค่ะ ช่อ “

 

ก่อนวางสาย ช่อไม่ลืมบอกให้ผมพักผ่อนมากๆ เธอห่วงผม แล้วอย่ากังวลกับเรื่องที่เกิดขึ้น

“ ช่อจะอยู่ข้างๆพี่ตลอดไปค่ะ “

ผมถอนหายใจหลังจากวางสายจากช่อแล้ว พอเหลือบมองนาฬิกา นี่เพิ่งจะสามทุ่มกว่าๆ ผมว่าตอนนี้พี่จิ๊กคงจะยังไม่นอน ผมเรียบเรียงประโยคไว้ในใจช้าๆ อย่างน้อย เวลาที่ผมคุยกับพี่จิ๊ก จะได้ไม่เงียบ เกิดผมโทรไปแล้วจิ๊กเงียบเหมือนช่อ ผมก็เงียบ ก็ไม่ต้องคุยกันพอดี

 

ผมกดหมายเลขโทรศัพท์บ้านพี่จิ๊ก รออยู่ไม่นานก็มีคนรับสายตอนแรกผมก็นึกว่าเป็นพี่เจี๊ยบเสียอีก แต่พอฟังชัดๆถึงได้รู้ว่าเป็นเสียงพี่จิ๊กนี่แหละ

“ขอสายจิ๊กครับ”

“ใครน่ะ “

“แอ๊ปเอง”

“................”

พอพี่จิ๊กรู้ว่าเป็นผมเท่านั้น เธอก็เกิดเงียบไปเสียดื้อๆงั้นละ

“ จิ๊กเป็นอะไรคะ เงียบเลย “

“ คือ ... จิ๊กไม่นึกว่าแอ๊ปจะโทรมาจริงๆ เมื่อกี้จิ๊กกำลังตัดสินใจว่าจะโทรหาแอ๊ปดีไม๊ แต่พอนึกขึ้นมาว่า แอ๊ปเพิ่งอนุญาตก็โทรมาเลย มันก็คงแปลกๆ อึม จิ๊กไม่รู้ โทรมาแล้วแอ๊ปจะว่างรับสายจิ๊กจริงๆหรือพูดไปตามมารยาท”

 

คำถามมายมายเล่นเอาผมตอบแทบไม่ทัน แต่ผมก็ไม่ลืมถามสารทุกข์เธอ

“สบายดีใช่มั๊ยค่ะ วันนี้เห็นหน้าซีดๆ เป็นอะไรหรือเปล่า พักผ่อนเยอะๆหน่อย หนังสือน่ะไม่ต้องไปหักโหมมากหรอก จิ๊กเก่งอยู่แล้ว อ่านทำความเข้าใจไม่มาก ก็สอบผ่านน่า “

“ขอบคุณค่ะ จิ๊กสบายดีไม่เป็นอะไรหรอก .... ช่อสบายดีไหม๊ค่ะ “

เอ๊ะ!! พี่จิ๊กนี่เกิดเป็นมนุษย์ผู้ทำลายบรรยากาศดีๆไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน กำลังคุยกันได้เรื่องอยู่แล้วเชียว วกมาคุยเรื่องยัยตัวแสบจนได้

“ค่ะก็ เท่าที่ทราบ เขาก็โอเค นะ ไม่ได้ป่วยอะไร ถามถึงเขาทำไมละคะ “

“เปล่าค่ะ ดีจังแอ๊ปดูแลเขาดี จิ๊กได้ยินอย่างนี้ ก็....... อึม....ก็ ดีนะคะ”

 

เสียงพี่จิ๊กอึกอักๆ นี่ความคิดแม่คุณเตลิดไปไหน แล้วเนี่ยยัยคนคิดมาก

“จำได้ว่า ผู้หญิง ชื่อจิ๊ก คนที่แอ๊ปคุยด้วยเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนเขาไม่ได้พูดถึงช่อแบบนี้นะ เขามั่นคง ในตัวแฟนเค้ามาก เค้าบอกแอ๊ป ว่าจะไม่ยอมให้ ใครหน้าไหนมาแย่งแฟนเค้าไป แล้วนี่ทำไม มาถามอะไรอย่างงี้ละคะ “

ที่จริงผมไม่ควรพูดอย่างนั้นเลย ก็ในเมื่อผมคิดเอาไว้แล้วว่าผมจะไม่รั้งใครด้วยคำว่า ผมรักเค้านะ แล้วทำไม ตอนนี้ผมกลับชักแม่น้ำทั้ง 5มาพูดกับพี่จิ๊ก เหมือนไม่อยากจะเสียเธอไปอีก

 

“ ค่ะ ผู้หญิงคนนั้น เธอตั้งใจอย่างนั้นจริงๆนะคะแอ๊ป แต่  พอเธอเห็นความอึดอัดของคนที่เธอรัก ในช่วงเวลาที่ค่อยๆห่างกัน มันทำให้เข้าใจอะไรเยอะ จะว่าคิดไปเองก็ได้ “

“ จิ๊กคิดว่าอะไร บอกแอ๊ปสิ”

“ แอ๊ป  จิ๊กรักแอ๊ปนะ รักจนคิดว่าจะให้อภัยแอ๊ปได้ทุกเรื่อง

รักจนอยากจะเข้าใจไปทุกๆอย่าง แต่ .... ถ้านิยามความรักของแอ๊ป คือคำว่าเห็นแก่ตัว จิ๊กก็ไม่รู้จะทำยังไง และถ้าการที่เรารักกันมันต้องฝืนใจกันขนาดนั้น มันจำเป็นที่จะต้องรักกันต่อไปทำไม รักไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบนะแอ๊ป มันหมายถึงความสบายใจ ความอิ่มเอิบใจที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับใครสักคน มันคือความพอดีในการจะใช้ชีวิตข้างๆกัน   บางที! จิ๊กอาจจะไม่รอให้แอ๊ปหมดความอดทนที่จะรักจิ๊ก แล้วเมื่อผ่านไปจนถึงจุดที่จิ๊กขาดแอ๊ปไม่ได้ แล้วแอ๊ปค่อยมาบอกว่า แอ๊ปไม่อยากอยู่ข้างๆจิ๊กแล้ว จิ๊กจะไม่ทนให้ตัวเองอยู่จนถึงสถานการณ์นั้น ”

“ จิ๊กหมายความว่ายังไง “

 

ผมชักงง กับที่พี่จิ๊กเธอพูดแล้วสิ ไอ้ที่ผมเตรียมๆจะบอกเธอ กลายเป็นเธอบอกผมหรอกหรือ

“ เปล่าหรอกค่ะแอ๊ป ช่างมันเถอะ จิ๊กไม่ได้อยากหาเรื่องอะไร จื๊กก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม ยังรักแอ๊ปเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ความเจ็บปวดมันสอนจิ๊ก ”

“จิ๊ก ตอนนี้จิ๊กมีใครเข้ามาหรือเปล่า “

“.......... คือ ...........”

“จิ๊ก “

เสียงพี่จิ๊กเงียบหายไป มีเพียงเสียงลมหายใจที่ดังผ่านมาตามสาย พี่จิ๊กคิดอะไรของเขานะ

“ เขาเข้ามาเป็นเพื่อนจิ๊กเท่านั้นแหละค่ะ ไม่ได้มีอะไรเกินเลยหรอก เขารู้จักแอ๊ปดี แล้วเค้าก็รู้ว่า จิ๊กรักแอ๊ปมาก มากจนไม่มีทางตัดใจจากแอ๊ปได้“

 

นั้นประไร อ้อมไปอ้อมมา สุดท้ายก็เข้าอิหรอบนี้ คงมีใครเข้ามาวนเวียนจนทำเอาพี่จิ๊กรู้สึกดีกว่าการมาตามไอ้กระล่อนอย่างผมละมั่ง

ผมรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องอย่างไรบอกไม่ถูก อารมณ์เสียขึ้นมาดื้อๆ

“ใคร บอกแอ๊ปหน่อยได้ไหม “

“ อย่าดีกว่าค่ะ แอ๊ป  จิ๊กแค่รู้สึกกับเขาแค่เพื่อนจริงๆ เขาก็ทราบ บอกแอ๊ปขนาดนี้ จิ๊กก็คิดว่าตัวเองเพียงไม่ได้อยากปิดปังอะไร เมื่อจิ๊กต้องการความจริงใจจากแอ๊ป จิ๊กก็ต้องจริงใจกับกลับด้วย แล้วจิ๊กก็ไม่อยากให้แอ๊ปรู้สึกแย่ถ้ารู้ที่หลัง เหมือนที่จิ๊กได้รู้ ถึงเขาจะแค่เพื่อนก็เถอะ “

เหมือนโดนกองคำเหน็บมหึมากับประโยคหลังของพี่จิ๊ก

“แอ๊ปห้ามอะไรพี่ไม่ได้หรอก  เพราะแอ๊ปผิดจริง  แต่แอ๊ปจะเชื่อจิ๊กนะ แอ๊ปจะเชื่อ เชื่อที่จิ๊กบอกแอ๊ป ว่า จิ๊กไม่ได้รักคนนั้น คนนั้นเขาแค่เพื่อน แอ๊ปจะเชื่อ “

 

เราคุยกันต่ออีก 2-3ประโยค ผมไม่มีอารมณ์จะคุยต่อ ใช่ ผมยอมรับโดยสัตย์ ว่าลมหึงมันขึ้นหน้า ไม่ว่า ไอ้บ้านั้นมันจะเป็นใคร มีตัวตนจริงๆ หรือแค่พี่จิ๊กกุขึ้นมาแหกตาผม ก็เอาเป็นว่า มันได้ผลก็แล้วกัน 

 

 

“ ผมหึงสะบัดช่อทีเดียว “

พรุ่งนี้ผมคงต้องใช้บริการ ของเจ้าวิม นักสืบประจำมหาลัยเสียหน่อยแล้ว โอ๊ย !! นี่ผมกระสับกระส่ายจนไม่สามารถข่มตาลงได้เลยเหรอเนี๊ย

 

ถ้าเวรกรรมจะมีจริงก็เห็นจะหนนี่แหละครับ ผมรู้แล้วว่า เวลาที่เรารู้ว่าคนที่เรารู้สึกดีๆด้วยเค้ามีคนอื่นเข้ามาวุ่นวายนะ มันทำเอาเราปางตายยังไง

 

 

ข่าวพี่จิ๊กกับไอ้หมอนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ แต่พี่จิ๊กก็ไม่ได้ปฎิเสธ หรือยอมรับอะไรมากมาย

ผมเถียงไม่ได้หรอกว่าผมเป็นคนให้สิทธิ์ที่พี่จิ๊กจะมองใครนอกเหนือจากผม เพราะผมทำตัวไม่ดีก่อนเอง แต่เธอก็ตรง ตรงพอจะเล่าว่าไปทำอะไรกับไอ้บ้านั่นมาบ้าง ใช้ได้ ไม่เหมือนพี่จิ๊กที่ผมรู้จักมาก่อน วันเวลาอาจจะสอนเธอ แต่นั่นแหละ มันก็ทำให้ผมมองเธอในภาพที่หักเหด้วยเช่นกัน นี่อาจจะเป็นการสั่งสอนในแบบฉบับของเธอ อาจจะเป็นการแก้แค้นที่ผมไม่ได้เตรียมตัวรับมือ เธอเริ่มยอมรับกลายๆว่ากำลังดูๆ เพื่อนคนนี้ แต่ก็ห่วงใยผม วนเวียนโทรมาเป็นระยะเหมือนทุกครั้ง หน้ำซ้ำถามถึงยัยช่อและบอกให้ผม

ดูแลช่อหน่อย อึม ยังไงละ เลิกก็ไม่เชิง คบก็ไม่ใช่ อิรุงตุงนังดีแท้

 

ผมหันมาเอาใจช่อตามปกติ พาเธอไปดูหนังตามสัญญา และดูบ่อยๆ จนช่อเริ่มถามผมว่า

ทำไมพักนี้ถึงมีเวลาให้เธอมากนัก ทั้งๆที่เมื่อก่อนผมเองเป็นฝ่ายบอกเธอว่าอยากจะห่างกันสักพักให้ผมได้ตรึกตรองอะไรมากมายในชีวิต เอาแล้วไง ลองแม่เจ้าประคุณเริ่มพล็อตคำพูดน้ำเน่านี่ขึ้นมาละก็ ต้องมีเรื่องให้ผม น้ำตาเล็ดอีกแน่นอน

“ ทำไมพักนี้พี่มีเวลาให้ช่อเยอะจังค่ะ “

“ อ้าวว !!! มีเวลาให้แฟนนี่มันผิดเหรอคะ ถามอะไรประหลาดๆนะเราน่ะ “

“เปล่าค่ะ ช่อไม่เห็นพี่เป็นอย่างนี้นานแล้ว เพราะพอพี่ดีกับช่อที่ไร พี่ต้องทำเรื่องให้ช่อร้องไห้ไปทุกที แล้วตอนนี้ ช่อจะต้องเตรียมตัว สอบเข้า hight school “

“ อะไรนะ ?????”

“ เปล่าๆ ค่ะ ช่อหมายถึงสอบเข้าโรงเรียนอื่นน่ะ กับพี่จิ๊กเป็นไงบ้างค่ะ ดีขึ้นหรือยัง? “

“ เรื่อยๆมากกว่า ถามถึงเค้าทำไม “

“ พี่แอ๊ปคะ รู้มั๊ย? บางครั้งนะ ช่อเหมือนมีพี่แค่ตัว เหมือนใจพี่นึกอะไรมากมาย และช่อก็คิดว่า เราอาจจะคบกันนานไปในความรู้สึกของพี่ จนพี่เบื่อช่อแล้ว แต่เพราะพี่เห็นว่าการรักช่อเป็นหน้าที่ มากกว่าเป็นการอยากจะรัก พี่ถึงยังคบกับช่อ..ถ้าไม่มีช่อพี่กับพี่จิ๊กก็จะยังรักกันดีใช่มั๊ย... ช่อพูดอะไรเนี๊ย..อึม.. แต่ช่อก็ยังรักพี่นะ ถึงจะเกิดอะไรขึ้นแต่ช่อก็ยังรักพี่ “

 

ยัยตัวเล็กพูดอะไรทำอะไร แปลกๆเสมอพักนี้ เหมือนเป็นลางหรือเรื่องอึดอัดใจยังไงบอกไม่ถูก ช่อมาค้างที่บ้านผมบ่อยแต่เธอก็นอนกระสับกระส่ายเหมือนคิดอะไรอยู่ทั้งคืน  ผมถามเธอ แต่ไม่ใช่การคะยั้นคะยอถาม แต่ช่อมักเลี่ยงจะไม่ตอบ ผมอยากรู้มันเกิดอะไรกับเธอหรือเปล่า?  คืนนี้หลังจากเราดูหนังด้วยกัน เธอร้องเพลงกล่อมผม มือข้างนึงจับมือผมไว้ มือช่ออีกข้างลูบผมๆช้าๆ เธอร้องมันด้วยเสียงเครือ ทุ้มต่ำ

ครู่นึงเมื่อเธอนึกว่าผมหลับผมเห็นน้ำตาเธอหยดระหว่างที่เธอร้องมัน ผมจำได้ว่าเพลงนั้นเป็นเพลงแรก ที่เธอร้องให้ผมฟังตอนเราคบกันใหม่ๆ ที่ร้านไอติมที่เรานัดเจอกันเสมอ มันเป็นเพลงป๊อปของ เด็กชายวัยเพียง 13ปีวงนึง เมื่อสักหลายปีก่อน เพียงแต่วันนี้ผมว่าช่อร้องมันด้วยความรู้สึกต่างกัน มันเป็นเสียงที่เศร้าจนผมเกิดหวั่นใจทั้งๆที่ยังถูกมือเธอกุมเอาไว้อย่างนั้น

 

“ ก็ฉันนั้นรักแต่เธอนะ อยากมองหน้าเธอทุกวัน แล้วตัวเธอเองคิดกันยังไงอยากรู้ รู้สึกอย่างไร "

 

ผมไม่เข้าใจ ว่าเธอซาบซึ้งกับเพลง นึกถึงเรื่องของเรา หรือเธอกำลังคิดอะไรของเธอ เมื่อเธอเห็นผมนอนนิ่งไม่ขยับหรือไหวติงใดๆ เธอจึงเขยื้อนตัวลุกขึ้น เพื่อจะกลับบ้าน ผมคว้าข้อมือเธอไว้ ช่อหันกลับมามองอย่างตกใจ

“ วันนี้ช่อไม่ค้างกับพี่เหรอ พี่อยากให้ช่อค้างกับพี่ แล้วไหนร้องไห้ทำไมบอกพี่สิ พี่ทำอะไร ให้ช่อต้องร้องไห้ ช่อไม่พอใจอะไรพี่ มีอะไรหรือเปล่า บอกพี่สิ เราจะได้ช่วยกันแก้ “

 

 

ช่อเพียงแต่ยิ้มแล้วบอกว่ามีธุระจริงๆ และช่วงนี้เธอ คงมาหาผมไม่ได้บ่อยนักเพราะ ติดติวเรื่องเรียน ผมไม่เคยห้าม เพราะอนาคตไม่ว่าใคร ก็ย่อมอยากรักษามันเอาไว้ให้ดี

ไม่ว่าวันข้างหน้าช่อจะมีผมหรือไม่มี แต่เธอจะต้องมีอนาคตของเธอ ช่อเคยถามผมว่าหากเธอต้องไปอยู่ที่เมืองนอกผมจะตามเธอไปไม๊ ผมพยักหน้า แต่ก็ไม่วายพูดเปรยกับเธอว่า วาสนาอย่างผมจะได้ไปไม๊ก็ไม่รู้

" ช่อจะทำทุกอย่าง ให้พี่ได้ไป ให้พี่ได้อยู่ข้างๆช่อ เราจะอยู่ข้างๆกันไง "

ตอนนี้สำหรับอนาคต ผมแค่อยากให้มีเธอเท่านั้นจะที่ไหน ผมว่ามันไม่สำคัญเลย

 

เรื่องของพี่จิ๊ก ยังคงแซดให้เข้าหูผม ผมเบื่อกับการถามเรื่องนี้แล้วพี่จิ๊กบอกปัด

แต่ก็นับว่าเธอกล้าอยู่มิใช่น้อยที่บอกผมว่าเธอกำลังลองศึกษากันจริง กับไอ้ตี๋นั้น แต่เธอไม่เคยมีอะไรกับไอ้หมอนั่น จะให้ผมพูดยังไงดี ....จะว่าผมเป็นหมอเดาหมอดูก็เอาเถอะ จะว่าผมดูถูกน้ำใจ หรือดูถูกเกียรติผู้หญิงผมก็ไม่สน แต่ผมว่า พี่จิ๊กมีอะไรกับไอ้นั้นตั้งแต่วันที่ไปบ้านพี่จิ๊กแล้ว เพราะพี่จิ๊กไม่รู้ตัวว่าแม้แต่อยู่ข้างผม เธอก็พูดถึงไอ้หมอนั้นแม้จะไม่พูดชื่อมันออกมาก็เถอะ ไม่เป็นไร ผมบอกแล้วไง ว่าผมโง่ได้เสมอ ถ้า พี่จิ๊กอยากให้ผมโง่ หรือเป็นเพราะ ผมกำลังรู้ใจตัวเองจริงๆ ว่าเลือกอะไร เลือกใคร

 

ช่อชวนผมไปบ้านเธอ ที่กาจญ ที่นั้นเป็นบ้านยายเธอ ช่วงนั้นพอดีเป็นช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ผมตอบตกลงแบบไม่มีข้อแม้ ผมโกหกทุกคนไม่เว้นแม้แต่เจ้าวิม ว่าผมไปโคราช ไปหาเพื่อนเก่าที่นั้น ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำอย่างนั้น...ทำไม? ไม่มีใครสักคนเดียวรู้ว่าผมอยู่กับช่อ เหมือนผมได้เลือกแล้วว่าเธอ คือคนที่ผมอยากจะเดินทางไปด้วย ไม่ว่าคนในซุ้ม ไม่ว่าใคร ไม่ว่าอะไร เธอจะเป็นคนที่ผมเลือกผมกำลังผูกพันกับเด็กสาวอายุเพียง15ปีเหรอเนี๊ย ยายของช่อ พาเราไปถวายเทียน 10 วัด ในชีวิตผม สาบานให้ตายเหอะ ผมไม่เคย ทำบุญอย่างนี้เลยก็ว่าได้ แต่เค๊าว่า ถ้าได้ทำบุญร่วมกันเกิดชาติหน้า เราจะได้อยู่ร่วมกัน ..... ผมหวังเพียงเท่านี้ กับผู้หญิงตรงหน้า หรือที่ช่อก็คิดเช่นเดียวกับผมถึงได้ชวนผมมาที่นี้ ผมลอบมองเธอเมื่อตอนถวายเทียนด้วยกันและอมยิ้มกับความรู้สึกอบอุ่นของคน ข้างๆ

“ช่ออธิฐานอะไรเหรอ? “

ผมถามเบาๆ เพราะเห็นเธอ สวดยาวมากมายเสียจนผมกลัวพระท่านจะ ฟังคำอธิฐานไม่ทัน

ส่วนคำอธิฐานของผมเอง แค่ให้ผมได้อยู่รักเธอ เธอรักผม และเราอยู่คู่กันผ่านเรื่องราวไปได้ ให้ช่อ เข้าใจผม อดทนไปกับผม เท่านั้นเอง

“ช่อขอให้พี่เลิกเจ้าชู้ ไม่เที่ยวเตร่ ตั้งใจเรียน สุขภาพพี่ดีๆ ไงละ”

 

ผมลูบผมช่อเบาๆ ผมอิ่มเอิบใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ช่อดูจะไม่พอใจเล็กน้อยเพราะเวลาที่ใครถามผมว่าอยู่ไหน ผมมักจะบอกว่าอยู่โคราชกับเพื่อน ไม่เจอช่อ ไม่เจอกระทั้งพี่จิ๊ก ผมอยู่คนเดียว ช่ออยากรู้ว่าทำไมผมถึงต้องพูดอย่างนั้น ...จนทุกวันนี้ผมเองก็ไม่รู้สาเหตุมันเหมือนกัน ผมบอกได้แต่ว่า 10 กว่าวันที่ผมหลบไปอยู่บ้านช่อผมสบายใจ .....แต่ลึกๆผมก็ยังนึกถึงพี่จิ๊กว่าเป็นอย่างไรบ้างเป็นความห่วงที่ไม่มีความใคร่เสียกระมั้ง แล้วเคนดูแลพี่จิ๊กได้ดีไม๊ หรืออย่างไร ทั้งๆที่ผมไม่ควรจะไปยุ่งเรื่องเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย ผมมองไปไกลที่หน้าต่างห้องช่อ

 

"คิดเรื่องพี่จิ๊กเหรอค่ะ พี่มั่นใจเหรอว่าเลือกช่อ บางทีนี้อาจจะไม่ใช่ความจริงที่พี่ต้องการนะ พี่ยังบอกใครๆไม่ได้ว่าอยู่กับช่อ พี่ยังไม่ได้บอกพี่จิ๊กด้วยซ้ำ ช่อแค่ไม่เข้าใจว่าพี่โกหกทำไม"

"ทำไมคิดอย่างนั้น ช่อ พี่โกหกทุกคนได้ทั้งโลกนั้นแหละ แต่พี่จะไม่โกหกช่อ เพราะช่อคือครอบครัวของพี่ เข้าใจมั๊ย?"

หลังจากลับมาจากที่นั้น ช่อบอกแค่ว่าช่ออาจจะไม่ได้ติดต่อมาหาผมอีกเพราะ ภาระที่บอก เธอมองหน้าผมก่อนจะยิ้มอย่างแห้งแล้งให้ ดูเธอห่วงผมมาก จนทำเอาผมใจคอไม่ดี ว่าเพราะอะไรในเมื่อเรากำลังไปกันด้วยดีไม่ใช่หรือ

 

เช้าของอีกหลายวันต่อมาหลังจากที่ผมกลับมาจากเมืองกาจญ พี่จิ๊กเดินตรงดิ่งมาหาผมที่ซุ้มใต้ตึก พร้อมสีหน้าเอาเรื่องอยู่ไม่ใช่น้อย

“ แอ๊ปไปไหนมาเหรอ บอกจิ๊กหน่อยสิ?”

“ไปโคราชไปหาเพื่อน ถามทำไม “

 

“เปล่า แค่อยากจะถาม เรื่องแอ๊ปรู้มานานแล้วใช่ใหม๊ ? ว่าเพื่อนจิ๊กคือเคน แอ๊ปรู้มานานอยู่แล้ว แล้วทำไมแอ๊ปไม่พูด ทำไมทำมาถามจิ๊กให้จิ๊กเล่านั้นเล่านี้ให้ฟัง แอ๊ปรู้อยู่แล้วนิน่า”

“ อ้าว !!! ทีจิ๊กละ ก็แค่บอกว่าเคน คณะ บริหาร มันก็จบแล้ว คบกันมานานแล้วด้วยไม่ใช่เพิ่งลองคบ จิ๊กจะปิดแอ๊ปไปทำไม ไหนบอกเหตุผลมาสิ ”

คนเริ่มมารุมบริเวณที่เราคุยกันอาจจะเพราะอารมณ์ร้อนและเสียงของเรา 2 คน ผมมองหน้าพี่จิ๊กอย่างเหลืออด ที่เธอต้องให้ผมถามเธอย้อนกลับ

“ ก็แอ๊ปอารมณ์ร้อน เกิด แอ๊ปไปทำอะไรเคนขึ้นมาละ แอ๊ปเคยบอกจิ๊กเองว่าคนของแอ๊ปไม่ผิด คนที่มายุ่งกับคนของแอ๊ปนั้นแหละที่ผิด จิ๊กก็กลัวๆว่าแอ๊ปจะไปหาเรื่องเคน เคนเป็นผู้ชาย ยังไง แอ๊ปจะสู้เคนได้เหรอ จิ๊กก็ห่วงแอ๊ปนะ แล้วจิ๊กก็ไม่อยากให้แอ๊ปไม่ลำบากใจเรื่องช่อ”

 

โธ่เอ๊ย ! จิ๊ก เพียงแค่นี้น่ะเหรอ เเท่านี้เองที่ทำให้ จิ๊กทนปิดบังแอ๊ปเป็น 2-3 เดือน เพราะแค่กลัวผมไปชกปากไอ้หมอนั่น เพียงเพราะกลัวคนของเธอเสียชื่อกับเรื่องคาวๆ ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ

“ พี่จิ๊กครับ ฟังนะ คนรักกัน ได้มาแต่ตัว แอ๊ปไม่รู้ว่าแอ๊ปจะรั้งเอาตัวเค้าไว้ทำไม มันไม่ต่างจากหุ่นยนต์หรอก แล้วที่แอ๊ปบอกว่าคนของแอ๊ปไม่ผิด แอ๊ปจะทำก็ต่อเมื่อ คนของแอ๊ปเลือกแอ๊ป ....”

ผมปลายตามองไปทางอื่นก่อนจะถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่ แล้วหันมาพูด

“แต่ถ้าใจเค้าไปผูกพันและ ลึกซึ้งกับใครคนอื่น แอ๊ปก็คงไม่ดึงดันไปยื้อยุดฉุดกระฉากลากถูมาหรอกครับ …….แอ๊ปไม่อยากทรมานความรู้สึกคนที่แอ๊ปเคยรัก “

ผมย้ำคำว่า" เคย " อย่างจงใจพร้อมทั้งสบตาพี่จิ๊กด้วยความเจ็บปวดจะให้ผมโกหกว่าไม่เจ็บเลย ผมคงจะพระเอกเกินไป อย่างน้อยครั้งนึงผมเคยรักผู้หญิงคนนี้มาก มากจนลังเลที่จะเลือก แต่พี่จิ๊กก็ย้ำให้ผมเข้าใจในเรื่องบางเรื่อง

“ เพราะ แอ๊ปก็มีช่อต่างหาก เพราะแอ๊ปมีคนเข้าใจแอ๊ปแล้วทั้งคนต่างหาก”

เราเถียงกันจนเจ้าวิมต้องกันผมออกมา ผมเครียดอยู่ไม่ใช่น้อย รู้สึกเหมือนตัวเองฉลาดขึ้นมาเสียที และดีใจที่พี่จิ๊กกล้ารับกับผม ว่าคนที่เธอเลือกคือเคนไม่ใช่ ผม ....ไม่ใช่คนโลเล อย่างผม

 

ผมนึกอยากจะไปพักต่างจังหวัดสักพักใหญ่ อยากเอาเรื่องราวต่างๆไปทิ้งให้ไกลสุดขั้ว เจ้าวิมบอกผมว่า อย่างน้อยๆ ผมยังมีช่อ ผมอยากบอกวิมว่า ช่อไม่ใช่ของตาย ผมไม่ใช่คนแสดงออก แต่ผมไม่อยากให้ใครมองเธออย่างนั้น ผมปรึกษากับพี่อู๋ แล้วบอกแม่ว่าผมเหนื่อยกับเรื่องเรียนและนี่ก็เพิ่งเปิดเทอม มหาลัยผมไปเรียนก็ได้ ไม่ไปก็ได้ ผมอยากไปอยู่กับย่าที่อยุธยา สักพักใหญ่ แม่ผมก็ดีใจหาย ให้ผมไปได้แบบไม่มีกำหนดกลับ ไหนช่อจะไม่ว่างด้วย บางทีกลับมาผมอาจจะดีขึ้นมากกว่านี้ ผมนึกถึงเรื่องราวที่เราทุ่มเถียงเสียงดังกันวันนั้น ผมอยากจะย้ำให้เธอจำว่าเธอเคยบอกอะไรผมไว้สักอย่างในโทรศัพท์คืนนั้น ตอนผมถามถึงเรื่องเพื่อนของพี่จิ๊ก คนที่ไม่มีอะไรพิเศษของเธอ

ผมถามเธอตรงนั้นท่ามกลางฝูงคนเต็มซุ้มวินาทีนั้นความอายไม่กล้าย่างกายเฉียดหน้าผม

“ จิ๊ก!! จิ๊ก จำคำถามคำนึงที่แอ๊ปถามจิ๊กได้ไหม จิ๊กบอกแอ๊ปว่ายังไง”

“.......................”

“ แอ๊ปจะบอกให้ จิ๊กไม่ได้รักเค้า และเราเป็นแค่เพื่อนกัน

แล้วแอ๊ปก็ย้ำกับจิ๊กว่าแอ๊ปไว้ใจ จิ๊กนะ แล้วไหนละ ...ไหนบอกจะไม่รักเค้าไงละ “

 

ผมโทรบอก ช่อว่าจะไป อยุธยาพักใหญ่ เธอตอบรับ แต่อยากจะนัดดูหนังและคุยธุระอะไรกับผมหน่อย เธอย้ำให้ผมไปให้ได้ ผมตอบรับแต่เสียงของเธอ ดูมันเศร้าจนผม อดแปลกใจไปด้วยไม่ได้ หรือเกิดอะไรกับเธอ เรานัดเจอกันที่ร้านไอศครีมข้างโรงหนังที่เดิม ร้านที่เธอและผมทานไอศครีมกันครั้งแรก ผมชอบที่นั่น มันเหมือนเป็นที่ของเรา ที่นั้นมีเพลงที่ผมเปิดเพื่อเธอคนเดียว แปลกที่แม้แต่พี่จิ๊กผมก็ไม่เคยให้เพลงนี้พี่จิ๊ก ผมรอที่ร้าน ผมสั่งกาแฟมานั่งดื่มรอพร้อมทั้งเปิดเพลงนั้น เพลงที่มีคำว่ารักทั้งหมด 158 คำ

ผมจำได้ว่าผมถามช่อ  ว่ารู้ไหม ตกลง คำว่ารักในเพลง มีทั้งหมดเท่าไหร่ ยัยตัวเล็กนับอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมมองไปนอกหน้าต่างอมยิ้มเมื่อนึกถึงภาพนั้น แต่ก็มีภาพพี่จิ๊กซ้อนมาให้ผมชะงักกับมโนที่กำลังนึกถึง ผมสลัดภาพพี่จิ๊กออกไป ครู่ใหญ่ช่อปรากฎตัว สีหน้าเธอหมองๆ อย่างบอกไม่ถูก

 

รอช่อนานมั๊ย? ช่ออยู่ได้ไม่นานหรอกนะ เดี๋ยวต้องไปติวกับเพื่อนๆ

อึม ครับผม ทานไอติมไหม

ช่อส่ายหน้า เธอหันไป มองตู้เพลงแล้วหันมามองหน้าผม

ยังฟังเพลงนี้อีกเหรอ นี่ช่อมีอีกเพลงอยากให้พี่ฟัง พี่ต้องฟังนะ

 

ยัยตัวเล็ก เดินไปกดเพลงๆนึงพอ Intro ขึ้นเท่านั้นผมกระอักเลือดทันทีเพราะเนื้อหาของเพลงบอกเล่าประมาณ ใครคนนึง(ซึ่งน่าจะหมายถึงผม) ได้ไปมีเพื่อนใหม่อีกคนและกลับมาหา เพื่อนเก่าคนเดิม(ซึ่งน่าจะหมายถึงเธอ) แล้วคนหลังกล่าวกับคนแรกว่าหากเธอจะทำเช่นเดียวกันบ้าง เขาจะรู้สึกอย่างไร

 

แค่นี้เธอตอบได้ไหม ...แค่นี้ไม่ยากใช่ไม๊ เงียบทำไม ไม่เห็นจะต้องคิดหนัก

 

พี่แอ๊ป มองตาช่อสิ อย่าหลบตาช่อ พี่ว่าพี่เลือกช่อ แต่พี่จิ๊กทำอย่างนั้นพี่เจ็บใช่มั๊ย .... พี่เองก็เสียใจใช่มั๊ย “

………

“เราห่างกันสักพักก็ดีนะช่อว่า ให้พี่ทบทวนอีกครั้ง บางทีพี่จะได้เข้าใจตัวเองจริงๆ

ผมกุมมือเธอเอาไว้ ก่อนจะถอนหายใจ

ช่อเป็นคนที่พี่เลือกจะใช้ชีวิตข้างๆแล้วนะ ....อย่างอแงสิค่ะ

ช่อมองออกไปนอกกระจก ก่อนจะหยิบหนังเล่มที่ผมคุ้น อ๋อ รักตัวเองเท่าเพลงไหน

ช่อยื่นให้ผม พร้อมปากกาด้ามนึง ผมมองอย่างงงๆ

 

พี่ช่วยเขียนอะไร ซึ้งๆให้ช่อหน่อยสิ ในช่วงเวลาที่เราห่างกันน่ะ นะค่ะ

อะไรดลใจผมนะผมก้มลงไปแล้วเริ่มเขียนบางสิ่งบางอย่างยืดยาว โดยมีสายตาของช่อมองอยู่ไม่กระพริบ ช่อรับกลับไปอ่านเสียงดัง ผมเขียนด้วยความรู้สึกนั้นจริงๆ ผมแค่รอยากให้ช่อรู้ว่าผมคล้ายเรื่องที่เขียน

 

ให้น้องช่อคนเก่ง

 

และชั้นก็รู้ว่าเธอก็รักก็ห่วงเท่าใด แค่ขอไปใช้ไปมองชีวิตในแบบลำพัง วันนึงหากพบตัวเอง วังเวงหมดหนทางแล้ววันนั้นดอกไม้จะกลับมาหาแจกัน

การที่ดอกไม้ขอเดินออกไปตามหาทางของดอกไม้ หากวันนึง กลับมาแล้วพบว่า แจกันใบนั้นไม่สามารถทนรอดอกไม้ดอกเดิมได้แล้วมีดอกไม้ดอกใหม่มาปักแทนดอกไม้ดอกเก่าดอกไม้ดอกนั้นก็จะไม่เสียใจ เพราะ เป็นทางที่ดอกไม้เลือกเอง พี่อยากให้ช่อ เข้มแข็งนะค่ะ พี่รู้ว่าสักวันนึง ช่อจะโตและเรียนรู้ความรักในมุมที่ดีค่ะ

 

พี่แอ๊ป

 

เธออ่านจบแล้วเปลี่ยนสีหน้า ที่จริง ผมคงลืมบอกเธอว่า แจกันของผมคือจิ๊กคนที่ไม่สามารถรอผม เมื่อจิ๊กมีเคน ผมเองก็ไม่เสียใจ ผมคิดว่าช่อคงเข้าใจสิ่งที่ผมบอก เธอยิ้มและพูดอะไรหลายอย่างเหมือนสั่งเสียเหมือนร่ำลาและถามถึงจิ๊ก

ถ้าพี่รักเค้ามาก พี่ก็ลดความทะนงลงบ้างก็ได้ ช่อห่วงพี่ ถึงใครๆจะมองพี่เจ้าชู้ถึงใครๆจะบอกว่าสักวันช่อจะเสียใจและหมดความอดทนกับพี่ แต่ช่อก็รัก รักจนรู้สึกเหมือนกำลังรักพี่มากกว่าตัวเอง พี่รู้มั๊ย? ช่อกำลังทรมานเวลาเห็นพี่ ต้องเจ็บเพราะคนอื่นๆที่เขาไม่แคร์ ทั้งๆที่ช่อรักพี่ พี่ไม่เคยต้องเจ็บเพราะช่อ

 

ผมเงียบไม่นึกถึงลางอะไร เมื่อทานไอติมเสร็จช่อรีบร้อนกลับจนน่าฉงนแต่ผมเอาเถอะเธอคงรีบจริงๆ ตัวผมเองก็ต้องกลับไปจัดกระเป๋าไปอยู่บ้านสวน ตอนนี้เหมือนผมอยู่คนเดียวกลายๆ อย่างบอกไม่ถูก พี่จิ๊ก มีเคนดูแล ช่อต้องเตรียมตัวสอบ ครั้งนึงผมถามช่อว่า วันเวลาข้างหน้าจะทำเธอเปลี่ยนไปบ้างมั๊ย?

พี่ขาดช่อพี่อยู่ได้ แต่ช่อขาดพี่ ช่ออยู่ไม่ได้ แต่ช่อจะไม่รอให้พี่บอกช่อว่าพี่ไม่ต้องการช่อแล้ว ถ้าถึงเวลาที่ช่อรู้สึกตัวและรู้ว่าพี่มีคนที่พร้อมจะดูแลได้ดีแทนช่อ ช่อจะไปเอง อย่ากลัวอะไรในตัวช่อ ช่อเป็นผู้หญิงของพี่นะ จำไว้พี่แอ๊ป"

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic